ดัชนี S&P 500 แตะระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี: ตลาดอาจล่มสลายในปี 2026?
ดัชนี S&P 500 ได้เพิ่มขึ้นเกือบ 80% ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ทำสถิติสูงสุดใหม่ และก่อให้เกิดความกังวลจากนักวิเคราะห์ตลาดเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่ทางการประเมินค่า ณ ต้นปี 2026 ดัชนี P/E แบบ Shiller อยู่ที่ประมาณ 41 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยประวัติศาสตร์ที่ 16-17 เท่า ระดับนี้เคยถูกทำลายได้เพียงสองครั้งในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ Great Depression ในปี 1929 และก่อนวิกฤต Dot-com Bubble ในปี 2000
ความเข้มข้นของตลาด (Market Concentration) อยู่ในระดับสูงสุดตลอดกาล โดยห้าอันดับแรกของหุ้น (รวมถึง NVIDIA, Apple และ Microsoft) คิดเป็น 42% ของมูลค่าตลาดรวมของดัชนี ซึ่งสูงกว่าระดับ 29% ในช่วงวิกฤต Dot-com Bubble เมื่อปี 2000 การพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งนี้สร้างปรากฏการณ์ที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "illusion of diversification" หากบริษัทหลักๆ เหล่านี้ประสบปัญหา อาจนำไปสู่ความผันผวนในตลาดอย่างกว้างขวาง
แม้ว่าการเติบโตที่ขับเคลื่อนโดย AI จะถูกมองว่าเป็นแรงผลักดันหลักของราคาปัจจุบัน แต่ความสงสัยยังคงอยู่ งานวิจัยจาก MIT ระบุว่า แม้จะมีการลงทุนมหาศาลในโครงการ AI ที่สร้างสรรค์ แต่ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถสร้างรายได้จริง ซึ่งเพิ่มความกังวลว่าอาจเกิดภาวะฟองสบู่แตกขึ้นได้ มุมมองที่แตกต่างกันปรากฏชัดเจน: นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าบริษัทเทคโนโลยีในปัจจุบันแตกต่างจากยุค 1999 โดยมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและกระแสเงินสดที่ดีขึ้น ในขณะที่นักวิเคราะห์เช่น Michael Burry กล่าวเตือนถึงการล่มสลายที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ก่อนหน้า
ธนาคารหลายแห่งคาดการณ์ว่าดัชนี S&P 500 อาจแตะระดับ 7,400-7,800 จุดภายในปี 2026 ภายใต้มาตรการนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของเฟด อย่างไรก็ตาม The Motley Fool แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ป้องกัน เช่น การกระจายพอร์ตไปยังหุ้นที่ให้เงินปันผลสูง หุ้นค่าต่ำ (Value Stocks) หรือหุ้นในภาคพลังงาน และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดต่างประเทศรวมถึงทองคำ เพื่อเป็นการป้องกันความไม่แน่นอน