การส่งออกน้ำมันดิบสหรัฐเดือนพ.ค.พุ่งเป็นประวัติการณ์ 5.6 ล้านบาร์เรล/วัน เหตุสงครามอิหร่านเปลี่ยนเส้นทางการค้าน้ำมันโลก
ข้อมูลการติดตามเรือในวันจันทร์เผยว่า การส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านตัดทอนอุปทานจากตะวันออกกลาง และบีบให้โรงกลั่นในเอเชียและยุโรปหันไปพึ่งพาน้ำมันดิบจากอเมริกา การพุ่งขึ้นครั้งนี้แซงหน้าสถิติเดิมที่ 5.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน โดยได้แรงหนุนจากส่วนต่างราคาที่สูงของ WTI เมื่อเทียบกับเบรนท์ และความจำเป็นในการทดแทนปริมาณน้ำมันที่หายไปจากช่องแคบฮอร์มุซ
ส่วนต่างราคา WTI ต่อเบรนท์ขยายกว้างถึง 20.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี ก่อนที่ค่าเฉลี่ยในเดือนเมษายนจะอยู่ที่ประมาณ 8.86 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการจองสินค้าสำหรับเดือนพฤษภาคมเป็นส่วนใหญ่ เอเชียยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งที่ 2.45 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยการนำเข้าของญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 32% จากเดือนก่อนหน้าแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 808,000 บาร์เรลต่อวัน ยุโรปนำเข้า 2.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน นำโดยอิตาลีที่ทำสถิติใหม่ 335,000 บาร์เรลต่อวัน การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) มีส่วนช่วยประมาณ 283,000 บาร์เรลต่อวันในส่วนผสมการส่งออก
การส่งออกมีแนวโน้มลดลงในเดือนมิถุนายน เนื่องจากความหวังข้อตกลงสันติภาพทำให้ส่วนต่าง WTI-เบรนท์แคบลง และปริมาณสำรองในสหรัฐฯ ที่ต่ำกระตุ้นให้มีการนำน้ำมันกลับเข้าเก็บในประเทศมากขึ้น นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปริมาณการบรรทุกในเดือนมิถุนายนจะอยู่ที่ประมาณ 4.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน